ผู้หญิงใส่เดรสยาวยืนอยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์

รู้ไหมว่าดอกลาเวนเดอร์อยู่บนโลกของเรามานานกว่า 3,000 ปีแล้ว! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่าดอกไม้สีม่วงกลิ่นหอมชนิดนี้จะอยู่บนโลกเรามานานขนาดนี้ แถมแต่ละประเทศยังให้ความหมายและบทบาทของดอกลาเวนเดอร์ที่แตกต่างกันได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ อย่างบ้านเราก็จะเคยได้ยินวลี “วิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์” ที่สื่อถึงคนที่มองโลกในแง่ดีกันมาหลายปี แต่ที่ประเทศอื่นเขาก็มีมุมมองที่มีต่อดอกลาเวนเดอร์แตกต่างกันไป ซึ่งเราจะมาไล่ไทม์ไลน์ของแต่ละยุคสมัยให้ได้อ่านกันค่ะ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์จำนวนมาก

ต้นกำเนิดดอกไม้สีม่วงที่ชื่อว่า “ลาเวนเดอร์”

เขาว่ากันว่า ดอกลาเวนเดอร์มีมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน โดยมีต้นกำเนิดอยู่แถวเขตเมดิเตอร์เรเนียน, ตะวันออกกลาง และอินเดีย ในสมัยกรีกโบราณ พวกเขาเรียกลาเวนเดอร์ว่า “Nardus” หรือ “Nard” และถูกใช้เป็นสมุนไพรหลักในการทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยค่ะ

1500 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 539 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ตามตำนานเล่าว่า เมื่อ 3,000 ปีก่อน ชาวฟินิเชียซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำอาชีพค้าขายเก่งมาก และพวกเขามักจะท่องเรือไปตามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คนจึงเชื่อกันว่าพวกเขาเป็นคนที่นำดอกลาเวนเดอร์มาเผยแพร่ให้แก่ชาวอังกฤษ

31 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ช่วงก่อนคริสต์ศักราช

บันทึกการปลูกดอกลาเวนแดอร์และการใช้งานมีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ประมาณ 3,000 ปีก่อน พวกเขาใช้มันในการทำขี้ผึ้งบำบัด ทำน้ำหอม และน้ำยาดองศพ อย่างที่มีคนค้นพบไหที่บรรจุขี้ผึ้งทำมาจากบางอย่างที่คล้ายกับดอกลาเวนเดอร์ในสุสานของกษัตริย์ตุตันคาเมน นอกจากนี้ในสมัยนั้น ผู้ชายอียิปต์ที่มีฐานะร่ำรวยใส่เครื่องประดับบนศีรษะ มีลักษณะเป็นกรวยแข็ง ไว้ใส่ขี้ผึ้งที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์ เพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลาค่ะ

Cleopatra The Meeting of Antony and Cleopatra by Sir Lawrence Alma-Tadema, 1885

นอกจากนี้ดอกลาเวนเดอร์ยังมีเรื่องเล่าว่าเคยเป็นดอกไม้ที่พระนางคลีโอพัตรามักใช้เพื่อยั่วยวนจูเลียส ซีซาร์ และมาร์ค แอนโทนีด้วย

55 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 410

สมัยโรมันบันทึกเอาไว้ว่าลาเวนเดอร์มีคุณสมบัติในการรักษาและฆ่าเชื้อโรค นอกจากนี้ยังสามารถฆ่าแมลงและใช้ในการชำระล้างได้ด้วย โดยทหารโรมันจะใช้ลาเวนเดอร์เพื่อรักษาบาดแผลเวลาออกรบ และในยุคนี้เองที่คนหันมาเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าลาเวนเดอร์ เพราะคำว่า Lavender มีที่มาจากภาษาลาติน คำว่า lavare ที่แปลว่า ล้าง หรือทำความสะอาด เพราะคนโรมันมักจะใช้กลิ่นของดอกลาเวนเดอร์ในการอาบน้ำ พรมที่นอน เสื้อผ้า หรือพรมเส้นผมนั่นเอง

ค.ศ. 1400 – 1600

ช่วงปลาย ค.ศ 1400 – ต้น ค.ศ. 1600 ดอกลาเวนเดอร์ถือว่าเป็นดอกไม้ที่ฮ็อตฮิตมาก ๆ โดยเฉพาะในยุคของพระราชินีอลิซาเบธ (1558-1603) ที่พระองค์ทรงชื่นชอบดอกลาเวนเดอร์มากถึงขนาดที่ว่าต้องมีดอกลาเวนเดอร์ที่เก็บมาใหม่ในทุกวัน และชื่นชอบการดื่มชาจากดอกลาเวนเดอร์ หรือสกัดเป็นน้ำหอมเพื่อใช้งาน รวมถึงมีความเชื่อว่าถ้านำลาเวนเดอร์มาแขวนไว้ที่ประตูจะช่วยป้องกันปีศาจได้

ค.ศ. 1630

ช่วงกลาง ค.ศ. 1630 เกิด Great Plague หรือกาฬโรคครั้งใหญ่ขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้นมีกลุ่มโจรไปขโมยของที่สุสานแต่ไม่ติดโรค พวกเขาจึงถูกจับไปสอบสวน ถามหาสูตรลับในยาที่ช่วยป้องกันกาฬโรคเพื่อแลกกับการถูกปล่อยตัว และจากคำบอกเล่าของโจรทั้ง 4 หนึ่งในสมุนไพรที่ใช้ทำเป็นยาก็มีลาเวนเดอร์รวมอยู่ด้วย

ค.ศ. 1700

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส (Louis XIV, Sun King) ทรงโปรดปรานการอาบน้ำที่มีกลิ่นลาเวนเดอร์มาก ๆ อีกทั้งหลังจากที่พระองค์ทรงสร้าง “Hôtel des Invalides” หรือโรงพยาบาลสำหรับทหารผู้พิการก็ได้ทรงเพิ่มการรักษาแบบใหม่ที่ใช้ลาเวนเดอร์ในการรักษาด้วย

ค.ศ. 1800

การทำฟาร์มลาเวนเดอร์เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียช่วงต้น ค.ศ. 1894 โดยฟาร์มลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ Bridestowe lavender Estate ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1921 ทางตอนใต้ของรัฐแทสเมเนีย

ดอกลาเวนเดอร์วางอยู่บนพื้นหินอ่อนสีขาว

ค.ศ. 1900 – ปัจจุบัน

ช่วง ค.ศ. 1900 ชาวยิปซีซึ่งมักจะท่องเที่ยวไปทั่วโลก ได้นำช่อลาเวนเดอร์มาขายบนถนนในลอนดอน โดยบอกว่าจะนำโชคดีมาให้ และช่วยปกป้องอาการเจ็บป่วยและโชคร้าย

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1900 จนถึงทุกวันนี้ ดอกลาเวนเดอร์ถือว่าเป็นดอกไม้ที่มีบทบาทในหลายด้านมาก ทั้งการแพทย์ ความสวยความงาม มีการทำฟาร์มลาเวนเดอร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่บริเวณแถบคาบสมุทรโอลิมปิก, รัฐวอชิงตัน, รัฐออริกอน, รัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐเท็กซัส นอกจากนี้ยังถูกปลูกในบางพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศแคนาดา อย่างรัฐโนวาสโกเชีย, คาบสมุทรไนแองการ่า และรัฐออนแทรีโอ

เห็นมีฟาร์มลาเวนเดอร์อยู่หลายที่แบบนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วบ้านเราปลูกได้ไหม ปลูกได้ค่ะ อย่างทางภาคเหนือก็มีสวนดอกไม้หลายแห่งที่ปลูกลาเวนเดอร์ด้วย ถ้าใครอยากไปลองสูดกลิ่นหอม ชมความงามของดอกไม้ชนิดนี้แบบใกล้ ๆ ก็สามารถไปชมได้ที่ จ.เชียงใหม่ เลยค่ะ

ที่มา:
healthline.com
cowichanvalleylavender.com/origins-and-history
highcountrygardens.com/gardening/lavender-history