เจ้าสาวโยนดอกไม้แต่งงาน

เครดิตภาพ: https://www.facebook.com/Triple-Tree-Beach-Resort-Cha-am-324585938036819/

                หากใครที่เคยไปร่วมงานแต่งงานของญาติพี่น้องหรือมิตรสหาย อาจคุ้นเคยภาพที่เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้แต่งงานให้แก่แขกผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะสาวโสดที่พากันมายืนอยู่หน้าเวทีเพื่อรอรับช่อดอกไม้จากเจ้าสาว เพราะเชื่อกันว่าหากได้รับช่อดอกไม้ช่อนี้จะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไป แต่สงสัยบ้างหรือไม่คะว่าการโยนช่อบูเก้ของเจ้าสาวมีที่มา ความหมาย และความเชื่อต่าง ๆ นานาอยู่เหมือนกัน วันนี้ Love You Flower เลยจะมาไขปริศนาเรื่องนี้กันค่ะ

 

ช่อดอกไม้แต่งงานในงานแต่งของเจ้าสาว

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/

ความเป็นมาของการโยนช่อดอกไม้แต่งงาน

ในสมัยก่อน เจ้าสาวถือช่อดอกไม้แต่งงานมาประดับไว้เพื่อความสวยงามเพียงเท่านั้นค่ะ ซึ่งส่วนมากเจ้าสาวมักถือช่อสมุนไพรซะมากกว่า อย่างเช่นพวกพวงกระเทียม หรือเครื่องเทศต่าง ๆ ที่มีกลิ่นแรงและฉุน เพราะเชื่อกันว่าในงานแต่งงานมักจะมีปิศาจหรือวิญญาณร้ายขี้อิจฉาแฝงตัวอยู่ในงานเพื่อทำลายความสุขของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวภายในงาน เมื่อนำเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรงและฉุนมาถือหรือโยนก็จะช่วยให้สามารถขับไล่ปิศาจ วิญญาณร้าย หรือโรคภัยต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามากล้ำกลายหรือก่อความวุ่นวายให้แก่คู่บ่าวสาวในงานแต่งงาน อีกทั้งคู่บ่าวสาวที่กำลังจะแต่งงานก็เปรียบเหมือนกับชีวิตที่กำเนิดใหม่หรือเริ่มต้นใหม่ได้นั่นเองค่ะ แต่พอเข้าสู่ในยุคสมัยกรีกและโรมันได้เปลี่ยนมาเป็นมงกุฎแทน โดยมงกุฎนั้นก็ยังคงเป็นมงกุฎดอกไม้ประเภทสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรงและฉุนเช่นเดิมค่ะ

 

สายรัดถุงน่องสีฟ้าของเจ้าสาว

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/

พอถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 หรือในช่วงยุโรปยุคกลางก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการโยน “ชุดเจ้าสาว” แทน เพราะในช่วงแรกนั้นเจ้าสาวคิดว่าไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเจ้าสาวอีก และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานก็จะยกชุดให้คนอื่น แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าชุดแต่งงานถือเป็นตัวแทนแห่งความสุขและเป็นเครื่องรางนำโชคให้แก่ผู้หญิงคนอื่นเพื่อสร้างครอบครัวในอนาคต หากได้รับชิ้นส่วนจากชุดเจ้าสาวไปเป็นที่ระลึกก็ช่วยให้พบเจอเนื้อคู่และได้แต่งงานในเร็ววันค่ะ ทำให้บรรดาสาวโสดทั้งหลายต่างต้องการชุดเจ้าสาวมาครอบครองจึงวิ่งไล่จับเจ้าสาวและฉีกชุดเจ้าสาวขาดรุ่งริ่ง จนทำให้งานแต่งงานของคู่บาวสาวเกิดความวุ่นวาย ต่อมาเมื่อชุดแต่งงานมีราคาที่แพงขึ้น จึงเก็บชุดแต่งงานไว้เป็นที่ระลึกหรือเผื่อมอบให้ลูกสาวได้สวมใส่ในอนาคต ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้แขกผู้ร่วมงานที่เป็นสาวโสดมาฉีกทึ้งชุดเจ้าสาวจึงปรับเปลี่ยนมาโยนสิ่งอื่นแทน สิ่งนั้นก็คือ “สายรัดถุงน่อง” (Garter) ค่ะ ซึ่งสายรัดถุงน่องถือได้ว่าอยู่ใกล้กับอวัยวะเพศหญิงของเจ้าสาว จึงเปรียบเสมือนว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ แต่แล้วการโยนสายรัดถุงน่องเป็นอันต้องถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันกับการโยนชุดแต่งงาน ประกอบกับไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไหร่นักเลยเปลี่ยนมาเป็นการโยนช่อดอกไม้แต่งงานแทน เพราะเชื่อกันว่าผู้ที่ได้รับช่อบูเก้นี้ถือเป็นผู้โชคดีด้านความรักและจะได้เป็นเจ้าสาวในงานแต่งงานครั้งต่อไป เรียกได้ว่าเป็นการส่งต่อความรักจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปยังแขกผู้ร่วมงาน ทำให้การโยนช่อดอกไม้เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันนั่นเองค่ะ

 

ช่อดอกไม้แต่งงาน บล็อกโคลี่

เครดิตภาพ: https://www.pinterest.com/

รู้ยัง? ญี่ปุ่นยกเลิกธรรมเนียมการโยนช่อดอกไม้แต่งงานแล้วนะ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นได้ยกเลิกธรรมเนียมการโยนช่อดอกไม้แต่งงาน เพราะสังคมญี่ปุ่นยังคงให้คุณค่าของผู้หญิงว่าเป็นแม่บ้านหรือคุณแม่ของลูก ๆ กันอยู่ ดังนั้นการที่ผู้หญิงนั้นยังเป็นสาวโสดที่ไม่มีสามีและลูกเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะการเป็นสาวโสดที่มีอายุมากหรืออายุขึ้นเลข 3 เป็นเรื่องที่น่าละอายและถูกดูหมิ่นดูแคลน ดังนั้นธรรมเนียมการโยนช่อดอกไม้ทำให้สาวโสดบางคนถึงขั้นคิดไปเองว่าเป็นการคุกคามและน่าอับอายมากเลยทีเดียว เนื่องจากว่าการออกไปแสดงตัวว่าเป็นสาวโสดอยู่กลางงานแต่งงานท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมงานนั้นก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินจะรับไหว ดังนั้นคู่บ่าวสาวชาวญี่ปุ่นหลายคู่จึงเปลี่ยนมาโยนสิ่งอื่นแทน อย่างเช่น การโยนช่อบล็อกโคลี่ที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดตระกูล หรือการโยนตุ๊กตาให้แก่แขกร่วมงานแทนค่ะ

ทีนี้เพื่อน ๆ พอจะทราบถึงความหมายและความเชื่อเกี่ยวกับธรรมเนียมการโยนช่อดอกไม้แต่งงานกันมากขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ? สำหรับใครที่กำลังมองหาช่อบูเก้อยู่ก็สามารถแวะมาเลือกซื้อกันได้ที่ร้านดอกไม้ Love You Flower นะคะ นอกจากช่อดอกไม้จะสวยงามแล้วยังมีบริการจัดส่งฟรีทั่วกรุงเทพฯ และบางพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วยค่ะ